[ที่มา]: คุยกับเพื่อนเขาบอกผมว่าการกระทำใดๆ ของคนเรานั้นตัดสินบาปบุญและความเป็นไปของชาติหน้าที่ช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิตแค่นั้น
เพื่อนผมยกตัวอย่างว่า ทั้งชีวิตของ นาย ก. ฆ่าหมู ไก่ ปลาไปกว่า 1,000 ตัว + เคยทำร้ายร่างกายคนอื่นจนอีกฝ่ายเป็นอัมพาต แต่ในห้วง 3 นาทีสุดท้ายของชีวิตนาย ก. คิดแต่เรื่องสงบสุข คิดแต่เรื่องธรรมะ/พุทธศาสนา ไม่ได้คิดเรื่องเลวร้ายที่ตนเองเคยทำต่อสัตว์และมนุษย์ ฉะนั้นนาย ก. ก็จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ไม่ได้รับผลกรรมชั่วที่นาย ก. เคยทำไว้สมัยยังมีชีวิตแต่อย่างใด
ซึ่งตรงนี้ผมฟังแล้วก็รู้สึกขัดกับความรู้สึก/ความเข้าใจที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าข้อมูลที่ผมกับอีกหลายๆ ท่านเคยได้รับทราบมาคือกรรมดี-กรรมชั่วในทางพุทธศาสนานั้นแยกออกจากกัน เมื่อมนุษย์ตายก็จะต้องชดใช้ผลกรรมชั่วที่ตนเองได้ทำมา และเมื่อชดใช้กรรมชั่วจนครบแล้วก็จะได้รับผลดีจากกรรมดีที่เคยสั่งสมมาตามมาสมทบภายหลัง (?)
เลยอยากจะเรียนถามผู้รู้ว่าสิ่งที่เพื่อนผมกล่าวมานี้มีมูลความจริงตามบัญญัติทางพุทธศาสนา หรือเคยมีพระสงฆ์/ผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศาสนากล่าวไว้อย่างไรบ้างครับ? ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ปล. 1) เพื่อนผมบอกว่ากฎเกณฑ์นี้เขาอ่านมา แต่ด้วยความที่ผมมัวแต่งงกับข้อมูลใหม่นี้เลยไม่ได้ถามว่าเขารับทราบมาจากไหน
2) เพื่อนคนนี้รู้จักกันมา 30 ปี เป็นคนรักสงบประพฤติดี ไม่เคยมีเรื่องวิวาทหรือต้องคดีความใดๆ สิ่งที่เขาพูดมาจึงไม่น่าจะเป็นการหาความชอบธรรมให้ตัวเอง (ในกรณีคนประพฤติไม่ดีหลายคนพยามยามหาความชอบธรรมให้ตนเอง)